วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เฮฮา แซบ แซบ @ เขาสวนกวาง (คิดถึง)




กลับมาอีกครั้ง คราวนี้หนีไม่พ้นเรื่องกิน ฮาๆๆ อัพแต่บล๊อกเกี่ยวกับเรื่องกิน จนเพื่อนถามว่า "ทำบล๊อกกินแหลกเหรอเพื่อน" เอิ่ม...ไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้น แต่ไม่รู้จะ review อะไรนี่หน่า ก็มันไม่เห็นจะมีเรื่องไหนน่าสนใจเท่าเรื่องอาหารเลย หุหุ






คราว นี้เป็นเรื่องเก่า เอามาเรียบเรียงลงบนบล๊อก ที่บอกว่า่เรื่องเก่า เพราะว่าได้มีโอกาสไปทานอาหารร้านนี้มาตั้งแต่เดือนมกราคมแล้วล่ะ ร้านที่ว่าคือ "เขาสวนกวาง" ที่หลังเซ็นทรัลบางนา ที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนก็เพราะว่าพี่ๆ ที่บริษัทเค้าจัดเลี้ยงส่งให้เจ้าของบล๊อก ฮาๆๆ





เรื่อง บรรยากาศร้าน ก็เป็นร้านแบบชิลๆ บรรยากาศสบายๆ สไตล์ร้านไก่ย่างส้มตำ ทางร้านทำที่นั่งเป็นซุ้มๆ มุงแฝก เขียนชื่อซุ้มเป็นระดับชั้นประถมศึกษา น่ารักดี บรรยากาศในร้านไม่ได้เก็บภาพเอามาให้ดูมากนัก เพราะกว่าจะไปถึงร้านก็มืดแล้ว ไม่ใช่เดือนทางไกลนะ เพราะจริงๆ ทำงานอยู่บนอาคารสำนักงานของเซ็นทรัลนั่นล่ะ แต่ว่าต้องรอรวมพลกันนิดหน่อย อิอิ






การไปทานมื้อเย็นครั้งนี้เป็นมื้อที่สนุกมากมื้อนึงเลยล่ะ เพราะได้ไปทานกับพี่ๆ และเพื่อนร่วมงานในบริษัท และทุกคนก็สนิทกันมากๆ ทำงานด้วยกันทุกวัน เฮฮา ปาจิงโกะกันตลอด แถมเรื่องกินนี่ก็ไม่มีใครยอมใครกันเลยทีเดียว ไปถึงก็สั่งกันแหลกเลย มีทั้งเมนูเด็ดของร้าน แล้วเมนูอร่อยแนะนำ ทุกจานที่สั่งมาก็อร่อยหมดเลย แต่เสียอย่างเดียวว่าไม่ได้เก็บภาพมาทั้งหมด แต่ที่รู้ๆ กินหมดทุกอย่าง 555+ ไม่มีบรรยายอาหารนะ แต่มีภาพมาให้ดู คิดว่าภาพสามารถอธิบายได้ทุกอย่างล่ะ







ก่อนจะจบบล๊อก ก็มีเรื่องอยากจะบอกว่า...

อยากจะบอกพี่ๆ เพื่อนที่ทำงานใน IBN ทั้งตั้งแต่สมัยจ๋ายังเป็นนักศึกษาฝึกงาน จนได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ IBN และวันนี้ IBNกลายป็นอดีตไปแล้ว แต่ว่าความทรงจำดีๆ ยังไม่ลบเลือนหายนะ ยังจำรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เสียงดุ เสียงแซว และภาพความประทับใจมากมายที่เกิดขึ้นที่นี่


ขอบคุณที่คอยสอนงานให้เด็กฝึกงานคนหนึ่ง จนกระทั่งได้มาเป็นพนักงานน้องใหม่ และเป็นอดีตพนักงาน อิอิ


ขอบคุณที่ให้โอกาส ที่ให้จ๋าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน IBN ถึงแม้จะเป็นงานแรก แต่ไม่ได้เป็นงานสุดท้าย แต่เราก็ได้เริ่มความทรงจำดีๆ ร่วมกัน


ขอโทษสำหรับสิ่งที่เคยล่วงเกิน และสิ่งต่างๆ ที่ทำให้พี่ๆ เพื่อนๆ ไม่พอใจ โดยไม่รู้ตัว







ถึงแม้ว่าวันนี้จะกลับไปไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่ความทรงจำไม่มีวันเปลี่ยนแปลง




วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Dinner @ เรือนน้ำอลิษา

กลับมาแล้ว มาอัพบล๊อกกันอีกแล้ว คราวนี้มาเร็วอัพเร็ว ฮาๆๆ เนื่องจากวันนี้ (เสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2552) เป็นวันดี วันคล้ายวันเกิดพี่พนักงานที่ออฟฟิตพ่อคุณแฟน ก็เลยได้โอกาสไปทานเลี้ยงฉลองมื้อเย็นร่วมกัน (ทางการเกินไปมั้ย) ร้านที่เราไปคราวนี้ก็คือ ร้าน"เรือนน้ำอลิษา" ร้านอาหารริมแม่น้ำนครชัยศรี ที่ไม่ว่าจะมาเมื่อไรก็สบายใจ สบายปอดทุกครั้ง ร้านนี้ตกแต่งด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาชนิด ที่ปลูกล้อมรอบบ้านไม้ ในบรรยากาศไทยๆ ที่ตั้งอยู่แม่ริมน้ำ ให้เราได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชาวบ้าน สำหรับใครที่อยากนั่งรับลมธรรมชาติก็สามารถเลือกนั่งกลางแจ้งกันได้เลย แต่ถ้าใครต้องการความเป็นส่วนตัวนิดนึง ทางร้านก็มีห้องแอร์ไว้รองรับ แถมที่นี่ยังรับจัดเลี้ยง จัดสัมนาอีกด้วยล่ะ เรียกว่าครบวงจรกันเลยทีเดียว

บรรยายบรรยากาศร้านไปแล้วต่อไปก็ต้องพูดถึงเรื่องอาหารล่ะ รสชาติอาหารร้านนี้ถือว่าโอเคเลยล่ะ รสชาติไทยๆ อร่อยมาก และเนื่องจากวันนี้ไปกันหลายคนก็ได้หลายเมนูมาแนะนำ ไม่พูดพล่ามละ เรามาเริ่มที่เมนูแรกกันเลยดีกว่า

จานแรก "กุ้งผัดพริกเกลือ"





กุ้งแม่น้ำตัวไม่ใหญ่ ไม่เล็ก ขนาดกำลังดี ผัดมาได้กลมกล่อมมากๆ เนื้อกุ้งสดหวาน อาหย่อยยยย (ไม่รู้จะบรรยายอะไรอ่ะ)


จานที่สอง "ปลากระพงทอดน้ำปลา"





ปลาตัวโตกำลังกินเลย เนื้อปลาสดหวาน ทอดกรอบพอดี แถมทางร้านหั่นชิ้น จัดจานมาสวยน่าทาน ทานกับน้ำจิ้มที่เค้าให้มาก็แซบ

จานที่สาม "ผักบุ้งข้ามคลอง"




จานนี้พูดง่ายๆ ก็คือผัดผักบุ้งไฟแดงนั่นแล แต่ไม่เหมือนผัดผักบุ้งที่เรากินตามร้านทั่วไปนะ ผักบุ้งที่เค้านำมาใช้เนี่ยเป็นผักบุ้งไทยที่เค้าปลูกในแม่น้ำ พิเศษตรงที่ปลูกอยู่บ้านฝั่งตรงข้ามร้านนั่นแหละ ที่เราเห็นลอยอยู่ในเย็นตาโฟนั่นแล แต่เค้าคัดมาอ่อนๆ ต้นอวบๆ เลยนะ เคี้ยวกรอบดี ไม่เหม็นเขียว แล้วก็ไม่แข็งด้วย แถมผัดออกมาแล้วสีสดสวยมากๆ เลย


จานที่สี่ "เขียวหวานลูกชิ้นปลากรายผัดแห้ง"






มันก็คือแกงเขียวหวานปลากรายที่เราทานกันทุกวันนี่ล่ะ แต่ที่นี่เค้าทำแบบแห้ง หน้าตาน่าทานมากๆ ลูกชิ้นปลากรายของที่นี่บอกได้เลยว่าไม่เหมือนที่อื่น เพราะแค่กัดก็รู้เลยว่าเค้าทำลูกชิ้นเอง เพราะเนื้อลูกชิ้นละเอียดเนื่องจากผ่านการนวดมาอย่างดี กัดเข้าไปนี่จะรู้สึกเหนียวหนึบๆ เคี้ยวมันดี ไม่มีก้าง แถมแป้งก็น้อยด้วย เรียกว่าได้คุณภาพเต็มปากกันเลยทีเดียว


จานที่ห้า "น้ำพริกกุ้งสด"




ก็เอาง่ายๆ นะ ก็คือน้ำพริกกุ้ง แกล้มกับผัดสดและผัดต้มล่ะ แต่เค้าไม่หวงกุ้งเลย เค้าจะสับเนื้อกุ้งจนละเอียดแล้วนำมาทำน้ำพริก ตักขึ้นมานี้เจอเนื้อกุ้งเต็มๆ ช้อนเลยด้วย


จานที่หก "ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม"




ปลาเนื้ออ่อนตัวไม่ใหญ่ ทอดกรอบๆ โรยด้วยกระเทียมสับละเอียดทอดสีเหลืองสวยเลย น่ากินมากๆ แต่ติดตรงที่ว่าเราไม่ชอบกินปลาเนื้ออ่อนเลยไม่ได้ลองอ่ะ แต่คนอื่นเค้าบอกว่าอร่อย แต่อาจเพราะว่าเรานั่งกันในห้องแอร์ด้วย เลยทำให้ปลาไม่กรอบเท่าที่ควร


จานที่เจ็ด "ผักหวานผัดไฟแดง"




ผักหวานสดๆ ก้านอวบๆ อ่อนกำลังดี เคี้ยวกรอบๆ หวานตามรสชาติผัก สีเขียวเข้มสวยเชียว บางคนเห็นแล้วหน้าเบ้ แต่ลิ้มลองแล้วจะติดใจ


จานที่แปด "ต้มชุบกระดูกอ่อน"





อันนี้มาเป็นหม้อไฟเลย เป็นซุปรสชาติออกเปรี้ยวมะนาว (เป็นซุปจริงๆ นะ ไม่ใช่ต้มแซบ) นำมาซดร้อนๆ คล่องคอเลย หมูติดกระดูกอ่อนเคี้ยวนุ่มไม่เหนียว


จานที่เก้าจานสุดท้าย "เนื้อปูผัดน้ำพริกเผา"





อันนี้ขอแนะนำเลยอร่อยมาก เนื้อปูล้วนๆ แกะออกมาจากปูตัวใหญ่ๆ นำมาทำผัดน้ำพริกเผาได้รสชาติแปลกไปอีกแบบ แถมกินง่ายด้วย ไม่ต้องมานั่งกัด แทะ แคะ ให้เลอะเทอะ ลำบากลำบน ฮาๆๆ ใครชอบทานปู แต่ไม่ชอบแกะ ก็ขอแนะนำจานนี้แล้วกัน


ปิดท้ายล้างปากด้วยผลไม้สดๆ เค้ามีแถมให้ หุหุ นั่นก็คือ แตงโมสีแดงหวานสด กับ สับปะรดสดหวานเจี๊ยบ ชื่นใจจริงๆ




สำหรับใครที่มองหาร้านอาหารแถบชานเมือง เราขอแนะนำร้าน "เรือนน้ำอลิษา" ไว้ด้วยแล้วกันนะจ้ะ สำหรับการเดินทางก็ไม่ยากเลย ขับรถไปทางปิ่นเกล้า วิ่งไปสู่เส้นพุทธมณฑลตรงไปเรื่อยๆ สังเกตุจะมีป้ายบอกทางไปร้านตลอดเส้นทาง และเมื่อขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำนครชัยศรี ให้ชิดซ้ายกลับรถออกทางคู่ขนาน ขับไปเรื่อยๆ จนลอดใต้สะพาน ขับไปเรื่อยๆ จนสุดทางจะเจอทางบังคับเลี้ยวขวา แล้ววิ่งตรงไปจะมีป้ายบอกทางให้เลี้ยวซ้าย ขับตรงไปอีกนิดก็จะเจอร้านอยู่ทางขวามือ เป็นอันถึงแล้วจ้า

หากต้องการไปทาน แนะนำให้ไปเร็วหน่อยนะ เพราะคนค่อนข้างเยอะ แล้วก็ถ้าไปช้าจะไม่ได้ชมวิวสวยๆ กัน






สุดท้ายนี้ขอลาไปด้วยภาพบรรยายความสนุกวันนี้แล้วกัน บ๊าย บาย เจอกันใหม่เมื่อได้ไปกิน อิอิ

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Holiday @ Courtyard by Marriott Hua Hin at Cha-Am



กลับมาอัพเดทบล๊อกอีกครั้ง หลังจากการเปิดตัวบล๊อกแร
กไปนานพอสมควร ที่จริงกะว่าจะอัพบล๊ิอกนี้ตั้งนานแล้วล่ะ แต่เนื่องจากความขี้เกียจ เลยดองบล๊อกไว้นานหน่อย หวังว่าคงยังไม่เค็มหรอกนะ อิอิ คราวนี้ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องเที่ยวอีกนั่นแล เนื่องจากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีวันหยุดยาวอีกแล้ว ไอ้เรามันคนชอบเที่ยว แบบว่าเก็บกดมาตั้งแต่สมัยเรียน และเนื่องด้วยบ้านคุแฟนเค้ามีแพลนจะไปเที่ยว เราก็เลยได้อานิสงฆ์ติดสอยห้อยตามไปกะเค้าด้วย อิอิ ทีแรกแพลนกันว่าจะไปเที่ยวปราณบุรี เราก็ได้ลอง Search หาข้อมูลเรื่องที่พักเจ๋งๆ ไว้สามสี่แห่ง แต่เมื่อเปรียบเทียบราคากับสิ่ที่จะได้รับมาแล้ว รู้สึกว่ามันช่างไม่คุ้มเอาเสียเลย ก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายเป็นชะอำ ไม่ก็หัวหิน แต่ติดปัญหาตรงที่ว่าไม่ได้จองที่พักนี่น่ะสิ ทำเอาตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่เหมือนกัน เพราะวันที่เราเดินทางเป็นวันเทศกาลซะด้วย พอขึ้นรถปุ๊บก็นั่งถกกันว่าจะไปไหนดี รถเริ่มออกสู่เส้นทางพระราม 2 แล้วด้วย พอดีว่าแม่คุณแฟนมีโบว์ชัวร์ของ Courtyard by Marriott Hua Hin at Cha-Am ก็เลยจัดแจงโทรเช็คซะ และก็เหมือนโชคเข้าข้างเลย ทางโรงแรมแจ้งว่าจะจัดหาห้องพักให้ เราก็เลยจองไปสองห้อง แล้วขอแบบห้องที่เชื่อมติดกันได้ แล้วก็แจ้งรายละเอียดกันไป บลาๆๆ





และเมื่อเดินทางมาถึงโรงแรมก็ได้เจอกับบรรยากาศแบบชายทะเลกันเลยทีเดียว ประทับใจมากๆ เพราะว่าเมื่อก้าวเข้าไปที่ล๊อบบี้ก็สามารถมองเห็นทะเลได้เลยล่ะ เค้าก็อกแบบให้ลมทะเลพัดเข้ามาในโรงแรมได้ด้วย แต่เมื่อแจ้งชื่อเพื่อจะเช็คอิน พนักงานแจ้งว่าไม่สามรถจัดห้องที่สามารถเปิดถึงกันให้ได้ ทางโรงแรมจึงได้แก้ไขโดยการอัพเกรดห้องจาก Duluxe Room 2 ห้อง เป็น Suite Room 2 ห้อง โดยที่เราจ่ายในราคา Deluxe Room ว้าวๆๆ ประทับใจในบริการสุดๆ แถมพนักงานทุกคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสกับลูกค้าด้วย ไม่เกี่ยงงอนเลย





หลังจากที่เช็คอินกันเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาขึ้นไปสำรวจห้องกันแล้ว ห้องที่ได้นั้นเราได้ห้องริมสุดทั้งสองห้องเลย แต่ติดกันที่ว่าอยู่กันคนละชั้น - -" เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็จะเจอกันโซนนั่งเล่นและเป็นที่รับแขกในตัวเลย สะดุดตากับสีสันของเฟอร์นิเจอร์มาก เค้าสามารถนำสีสดใสมาจัดให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มได้อย่างลงตัวโดยที่ไม่รู้สึก ขัดตา เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องก็มีครบครันตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดีทีเดียว และด้วยความที่เป็น Suite Room ด้วยล่ะมั้ง ทำห้รู้สึกได้ถึงามพิเศษ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ามีอย่างละสองชิ้น ไม่ว่าจะเป็นทีวี ตู้เย็น แสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง แล้วที่สำคัญนะ เตียงใหญ่มาก เรียกว่านอนสามคนได้สบายๆ เลย บนเตียงนี่ก็เต็มไปด้วยหมอน หมอน แล้วก็หมอน แบบว่าเยอะมากกก คิดว่าคนที่มาพักห้องนี้น่าจะต้องพักมากกว่าหนึ่งคืนล่ะ เพราะคืนเดียวจะใช้ประโยชน์จากห้องไม่ครบอ่ะ (แอบเสียดาย)





หลังจากที่เราได้สำรวจนั่นนู่นนี่ในห้องกันเรียบร้อยแล้ว ก็ไ
ด้เวาอาหารเย็นพอดีเลย มาทะเลทั้งทีสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คงไม่พ้นการรับประทานอาหารทะเล อิอิ ณ ตอนนั้นร้านอาหารทะเลที่ผุดขึ้นมาเป็น choice ก็มีอยู่ 2 ร้าน นั่นก็คือ "ร้าน ปลาทู Restaurant" และ "ร้านครัวเม็ดทราย" เจ้าเดิม ก็ได้มีการนั่งถกกันนิดหน่อยว่าจะไปร้านไหนดี ระหว่างร้านครัวเม็ดทราย ร้านประจำ กับ ร้านปลาทู Restaurant ร้านใหม่ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม แต่แว่วๆ มาว่า ร้านปลาทูฯ เนี่ย เค้าเน้นขายแต่อาหารที่ทำจากปลาทูอ่ะ ของอร่อยก็ต้องเป็นเมนูเกี่ยวกับปลาทู ส่วนอย่างอื่นก็ธรรมดา เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราก็ตัดตัวเลือกออกไปเลย สรุปว่าไปร้านเดิมแล้วกัน เพราะกลัวว่าร้านใหม่จะไม่ถูกปาก อิอิ ได้กลับมาเยือนคราวนี้ เราตกลงกับคุณแฟนว่าจะสั่งอาหารเมนูอื่นที่ไม่เหมือนกับที่เคย review ไว้คราวที่แล้ว ก็เลยได้เมนูมาดังนี้ คือ กั้งเผา, ข้าวผัดกุ้ง, แกงป่ากุ้ง, กุ้งผัดพริกเกลืิอ แ้ล้วก็หอยตลับผัดพริกเผา แต่เนื่องจากคราวนี้เราไปช่วงเทศกาล ทำให้อาหารที่ได้ไซด์ไม่ค่อยใหญ่เหมือนคราวที่แล้ว และก็มีบางอย่างที่ไม่ค่อยสดเท่าที่ควร คิดในแง่ดีก็เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว ทางร้านอาจจะมีการสต๊อกของไว้ลองรับลูกค้า แล้วก็ได้อาหารช้าด้วย เพราะเราไปก็ตอนเย็นๆ ใกล้ค่ำแล้ว คนเยอะมากพนักงานนี่เดินกันขาขวิดเลย (แอบสงสาร) ส่วนเรื่องรสชาติก็ยังโอเค ฝีมือไม่ตก






หลังจากอิ่มท้องกันแล้วก็ได้เวลาเคลื่อนย้ายกลับโรงแรมกัน คราวนี้
ได้แอบรู้มาว่ามีพนักงานบริษัทของพ่อคุณแฟนมาพักแถวใกล้ๆ กันด้วย ก็เลยโทรตามมาปาร์ตี้ตัวเลขกันเล็กน้อย แล้วเรากับคุณชายก็พากันเดินสำรวจโรงแรมยามค่ำคืนก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนหลับฝันดี







หลังจากหลับสบายบนที่นอนใหญ่เบิ้ม ก็ได้เวลานาฬิกาปลุกตอนหกโงเช้า เฮ้ออออ ไม่อยากจะลุกเลยนะเนี่ย แบบว่านอนสบายมั๊กๆ แต่ว่าก่อนนอนเรานัดแนะกับคุณชายว่าตอนเช้าเราจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน ก็เลยจำต้องลาจากเตียงอันแสนสบาย (เว่อร์ไปไหมเนี่ย) แต่ก็ไม่ผิดหวังที่แซะกันลุกจากเตียงมาแต่เช้า เพราะว่าอากาศตอนเช้าดีมากๆ ผิดกับตอนกลางวันลิบลับเลยอ่ะ พอได้เวลาพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาทักทายนี่แสงสวยสุดๆ อ่ะ ถ่ายรูปออกมาสวยมาก เจ้าของบล๊อกก็เลยได้มีโอกาสเป็น างแบบจำเป็น แอบเซ็กซี่กันเล็กน้อยพอประมาณ ตอนเช้าคนยังไม่ค่อยตื่นกันทะเลเงียบสงบบรรยากาศดี เหมาะแก่การโพสท่าถ่ายรูปกันสุดเหวี่ยงได้ไม่ต้องอายใครเลย 555+





ถ่ายรูปและเล่นน้ำกันพอเหนื่อยแล้วก็ได้เวลาอาหารเช้ากันละ อาหารเช้าแบ
บบุฟเฟ่ต์นานาชาติ อาหารสด สะอาด เติมไม่อั้น สุดแล้วแต่คุณจะสามารถแค่ไหน นั่งไปเถอะตั้งแต่ 8.00 น. ถึง 11.00 น. ขอบอกว่าของมีให้เลือกละลานตามากมายเลย แต่เป็นความผิดของเจ้าของบล๊อกเองล่ะ ที่มัวแต่ตื่นเต้น บวกกับความเหนื่อยและหิว ก็เลยไม่ได้เก็บภาพสวยๆ มากฝาก เพราะว่ามัวแต่เดินสำรวจนั่นนี่ และก็ตักนู่นนิดนี่หน่อย พยายามจะกินให้ได้ทุกเมนูนะ แต่ไม่ไหวจริงๆ อ่ะ แบบว่าเยอะมากกกกกกกก เลยได้ภาพมาแค่ของหวานจานสุดท้าย ก็คือแพนเค้กราดด้วยน้ำผึ้ง+วิปปิ้งครีม+ราสเบอร์รี่+ไอซ์ซิ่ง และคอนเฟร็ครวมมิตรมายั่วน้ำลาย พร้อมกับภาพชาวคณะ เป็นการส่งท้ายทริปครั้งนี้แล








ป.ล. การจัดเรียงรูปอาจจะยังไม่สวยนักเน้อ กำลังพยายามแก้ไขอยู่จ้า