
กลับมาอัพเดทบล๊อกอีกครั้ง หลังจากการเปิดตัวบล๊อกแรกไปนานพอสมควร ที่จริงกะว่าจะอัพบล๊ิอกนี้ตั้งนานแล้วล่ะ แต่เนื่องจากความขี้เกียจ เลยดองบล๊อกไว้นานหน่อย หวังว่าคงยังไม่เค็มหรอกนะ อิอิ คราวนี้ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องเที่ยวอีกนั่นแล เนื่องจากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีวันหยุดยาวอีกแล้ว ไอ้เรามันคนชอบเที่ยว แบบว่าเก็บกดมาตั้งแต่สมัยเรียน และเนื่องด้วยบ้านคุณแฟนเค้ามีแพลนจะไปเที่ยว เราก็เลยได้อานิสงฆ์ติดสอยห้อยตามไปกะเค้าด้วย อิอิ ทีแรกแพลนกันว่าจะไปเที่ยวปราณบุรี เราก็ได้ลอง Search หาข้อมูลเรื่องที่พักเจ๋งๆ ไว้สามสี่แห่ง แต่เมื่อเปรียบเทียบราคากับสิ่งที่จะได้รับมาแล้ว รู้สึกว่ามันช่างไม่คุ้มเอาเสียเลย ก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายเป็นชะอำ ไม่ก็หัวหิน แต่ติดปัญหาตรงที่ว่าไม่ได้จองที่พักนี่น่ะสิ ทำเอาตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่เหมือนกัน เพราะวันที่เราเดินทางเป็นวันเทศกาลซะด้วย พอขึ้นรถปุ๊บก็นั่งถกกันว่าจะไปไหนดี รถเริ่มออกสู่เส้นทางพระราม 2 แล้วด้วย พอดีว่าแม่คุณแฟนมีโบว์ชัวร์ของ Courtyard by Marriott Hua Hin at Cha-Am ก็เลยจัดแจงโทรเช็คซะ และก็เหมือนโชคเข้าข้างเลย ทางโรงแรมแจ้งว่าจะจัดหาห้องพักให้ เราก็เลยจองไปสองห้อง แล้วขอแบบห้องที่เชื่อมติดกันได้ แล้วก็แจ้งรายละเอียดกันไป บลาๆๆ
และเมื่อเดินทางมาถึงโรงแรมก็ได้เจอกับบรรยากาศแบบชายทะเลกันเลยทีเดียว ประทับใจมากๆ เพราะว่าเมื่อก้าวเข้าไปที่ล๊อบบี้ก็สามารถมองเห็นทะเลได้เลยล่ะ เค้าก็ออกแบบให้ลมทะเลพัดเข้ามาในโรงแรมได้ด้วย แต่เมื่อแจ้งชื่อเพื่อจะเช็คอิน พนักงานแจ้งว่าไม่สามารถจัดห้องที่สามารถเปิดถึงกันให้ได้ ทางโรงแรมจึงได้แก้ไขโดยการอัพเกรดห้องจาก Duluxe Room 2 ห้อง เป็น Suite Room 2 ห้อง โดยที่เราจ่ายในราคา Deluxe Room ว้าวๆๆ ประทับใจในบริการสุดๆ แถมพนักงานทุกคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสกับลูกค้าด้วย ไม่เกี่ยงงอนเลย
หลังจากที่เช็คอินกันเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาขึ้นไปสำรวจห้องกันแล้ว ห้องที่ได้นั้นเราได้ห้องริมสุดทั้งสองห้องเลย แต่ติดกันที่ว่าอยู่กันคนละชั้น - -" เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็จะเจอกันโซนนั่งเล่นและเป็นที่รับแขกในตัวเลย สะดุดตากับสีสันของเฟอร์นิเจอร์มาก เค้าสามารถนำสีสดใสมาจัดให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มได้อย่างลงตัวโดยที่ไม่รู้สึก ขัดตา เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องก็มีครบครันตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดีทีเดียว และด้วยความที่เป็น Suite Room ด้วยล่ะมั้ง ทำให้รู้สึกได้ถึงความพิเศษ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ามีอย่างละสองชิ้น ไม่ว่าจะเป็นทีวี ตู้เย็น แสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง แล้วที่สำคัญนะ เตียงใหญ่มาก เรียกว่านอนสามคนได้สบายๆ เลย บนเตียงนี่ก็เต็มไปด้วยหมอน หมอน แล้วก็หมอน แบบว่าเยอะมากกก คิดว่าคนที่มาพักห้องนี้น่าจะต้องพักมากกว่าหนึ่งคืนล่ะ เพราะคืนเดียวจะใช้ประโยชน์จากห้องไม่ครบอ่ะ (แอบเสียดาย)
หลังจากที่เราได้สำรวจนั่นนู่นนี่ในห้องกันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดีเลย มาทะเลทั้งทีสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คงไม่พ้นการรับประทานอาหารทะเล อิอิ ณ ตอนนั้นร้านอาหารทะเลที่ผุดขึ้นมาเป็น choice ก็มีอยู่ 2 ร้าน นั่นก็คือ "ร้าน ปลาทู Restaurant" และ "ร้านครัวเม็ดทราย" เจ้าเดิม ก็ได้มีการนั่งถกกันนิดหน่อยว่าจะไปร้านไหนดี ระหว่างร้านครัวเม็ดทราย ร้านประจำ กับ ร้านปลาทู Restaurant ร้านใหม่ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม แต่แว่วๆ มาว่า ร้านปลาทูฯ เนี่ย เค้าเน้นขายแต่อาหารที่ทำจากปลาทูอ่ะ ของอร่อยก็ต้องเป็นเมนูเกี่ยวกับปลาทู ส่วนอย่างอื่นก็ธรรมดา เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราก็ตัดตัวเลือกออกไปเลย สรุปว่าไปร้านเดิมแล้วกัน เพราะกลัวว่าร้านใหม่จะไม่ถูกปาก อิอิ ได้กลับมาเยือนคราวนี้ เราตกลงกับคุณแฟนว่าจะสั่งอาหารเมนูอื่นที่ไม่เหมือนกับที่เคย review ไว้คราวที่แล้ว ก็เลยได้เมนูมาดังนี้ คือ กั้งเผา, ข้าวผัดกุ้ง, แกงป่ากุ้ง, กุ้งผัดพริกเกลืิอ แ้ล้วก็หอยตลับผัดพริกเผา แต่เนื่องจากคราวนี้เราไปช่วงเทศกาล ทำให้อาหารที่ได้ไซด์ไม่ค่อยใหญ่เหมือนคราวที่แล้ว และก็มีบางอย่างที่ไม่ค่อยสดเท่าที่ควร คิดในแง่ดีก็เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว ทางร้านอาจจะมีการสต๊อกของไว้ลองรับลูกค้า แล้วก็ได้อาหารช้าด้วย เพราะเราไปก็ตอนเย็นๆ ใกล้ค่ำแล้ว คนเยอะมากพนักงานนี่เดินกันขาขวิดเลย (แอบสงสาร) ส่วนเรื่องรสชาติก็ยังโอเค ฝีมือไม่ตก
หลังจากอิ่มท้องกันแล้วก็ได้เวลาเคลื่อนย้ายกลับโรงแรมกัน คราวนี้ได้แอบรู้มาว่ามีพนักงานบริษัทของพ่อคุณแฟนมาพักแถวใกล้ๆ กันด้วย ก็เลยโทรตามมาปาร์ตี้ตัวเลขกันเล็กน้อย แล้วเรากับคุณชายก็พากันเดินสำรวจโรงแรมยามค่ำคืนก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนหลับฝันดี
หลังจากหลับสบายบนที่นอนใหญ่เบิ้ม ก็ได้เวลานาฬิกาปลุกตอนหกโมงเช้า เฮ้ออออ ไม่อยากจะลุกเลยนะเนี่ย แบบว่านอนสบายมั๊กๆ แต่ว่าก่อนนอนเรานัดแนะกับคุณชายว่าตอนเช้าเราจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน ก็เลยจำต้องลาจากเตียงอันแสนสบาย (เว่อร์ไปไหมเนี่ย) แต่ก็ไม่ผิดหวังที่แซะกันลุกจากเตียงมาแต่เช้า เพราะว่าอากาศตอนเช้าดีมากๆ ผิดกับตอนกลางวันลิบลับเลยอ่ะ พอได้เวลาพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาทักทายนี่แสงสวยสุดๆ อ่ะ ถ่ายรูปออกมาสวยมาก เจ้าของบล๊อกก็เลยได้มีโอกาสเป็น นางแบบจำเป็น แอบเซ็กซี่กันเล็กน้อยพอประมาณ ตอนเช้าคนยังไม่ค่อยตื่นกันทะเลเงียบสงบบรรยากาศดี เหมาะแก่การโพสท่าถ่ายรูปกันสุดเหวี่ยงได้ไม่ต้องอายใครเลย 555+
ถ่ายรูปและเล่นน้ำกันพอเหนื่อยแล้วก็ได้เวลาอาหารเช้ากันละ อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์นานาชาติ อาหารสด สะอาด เติมไม่อั้น สุดแล้วแต่คุณจะสามารถแค่ไหน นั่งไปเถอะตั้งแต่ 8.00 น. ถึง 11.00 น. ขอบอกว่าของมีให้เลือกละลานตามากมายเลย แต่เป็นความผิดของเจ้าของบล๊อกเองล่ะ ที่มัวแต่ตื่นเต้น บวกกับความเหนื่อยและหิว ก็เลยไม่ได้เก็บภาพสวยๆ มากฝาก เพราะว่ามัวแต่เดินสำรวจนั่นนี่ และก็ตักนู่นนิดนี่หน่อย พยายามจะกินให้ได้ทุกเมนูนะ แต่ไม่ไหวจริงๆ อ่ะ แบบว่าเยอะมากกกกกกกก เลยได้ภาพมาแค่ของหวานจานสุดท้าย ก็คือแพนเค้กราดด้วยน้ำผึ้ง+วิปปิ้งครีม+ราสเบอร์รี่+ไอซ์ซิ่ง และคอนเฟร็ครวมมิตรมายั่วน้ำลาย พร้อมกับภาพชาวคณะ เป็นการส่งท้ายทริปครั้งนี้แล

พาป๋มไปมั่งจิ ฮ่าๆ
ตอบลบOh!so luxury place but why compare
ตอบลบwith my room in India so difference at all
555 miss miss my parent n everyone